เราตามกลับไปดู entry ที่เราเขียนเอาไว้ที่ exteen.com ไปเจอกับเรื่องนี้เข้าพอดี
เลยยกเอามาให้อ่านกันเสียหน่อย เขียนเอาไว้ตั้งแต่ปลายปี 49
” คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้วได้มีโอกาสบอกรักกับสาว
ที่แอบรักในวันวาเลนไทน์ ถึงจะไม่ใช่สาวคนแรกที่เราแอบรัก แต่เป็นคนแรกที่เรา
บอกรัก เวลาที่ผ่านมามันทำให้เราเริ่มจะลืมเลือนไปบ้างแล้ว รู้แต่ว่าตอนนี้น้อง
เค้ากำลัง Ent เข้ามหาวิทยาลัยอยู่ ก็ยังโทรคุยกันบ้าง แต่ก็นานครั้งที
คิดไปเราสองคนมันมีอะไรแตกต่างกันตั้งหลายอย่าง เราเองก็ไม่ใช่
คนที่จะไปบอกเลิกกับใครได้เสียด้วย มันฝืนความรู้สึกของเราเอง ใจหนึ่งยังรัก อีกใจ
หนึ่งก็ยังอยากให้เขามีทางเดินที่ดีกว่านี้ ทำใจลำบากเหมือนกัน รู้แต่ว่าคนรักกัน เมื่อ
จากกันมันก็ต้องเจ็บทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะบอกเลิกด้วยวิธีใดก็ตาม แต่คำๆนั้นมันคง
ไม่หลุดมาจากปากของเราหรอก เราทำไม่ได้ ก็หวังเอาไว้อย่างเดียวว่าเวลาจะคอย
ช่วยเยียวยาใจเราทั้งสองไม่ให้ต้องบอบช้ำจนเกินไปนะ
แม้ว่าจะทำใจมาตั้งแต่ตอนที่เริ่มคบกันแล้ว ก็ยังอดเสียดายวันดีๆที่เราได้
พบเจอกันไม่ได้ มันน้อยเกินไป น้อยไปจริงๆ ตอนนี้เราก็ยังทำใจไม่ค่อยได้เลย
อยากจะร้องไห้ แต่ก็ไม่อยากให้ใครต้องมาเห็นน้ำตาของเราหรอกนะ ไม่อยากให้ใคร
มาเห็นวันที่เราอ่อนแอ ไม่อยากให้ใครมาปลอบโยน แม้เราจะเสียใจมากก็เถอะ”
เมื่อเดือนที่แล้ว ลอง search ชื่อของน้องทาง google ปรากฎว่าไปเจอกับ profile
และ comment ในเว็บแห่งหนึ่ง ทำให้เรารู้ว่าเขาเรียนอยู่ใกล้กับที่ทำงานของเรา แถมยัง
มีเบอร์โทรของน้องด้วย google สุดยอดจริงๆ แต่เราไำม่เสียใจแล้ว ขอบคุณ limp มากๆ
ที่เข้ามา comment ให้กำลังใจเรา แม้ตอนนี้นายจะยังอยู่ที่ญี่ปุ่น แต่เราก็ยังคิดถึงนายอยู่
โลกหมุนไปตามทิศทางของมัน พร้อมกับวันเวลาของคนเราที่มันน้อยลงไปทุกที ทำใจ
ให้สบายดีกว่า บนทางเดินของชีวิต ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างให้เรียนรู้
เคยมานั่งคิดทบทวนอยู่หลายครั้ง รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากตอนเด็กหลาย
ต่อหลายเรื่อง เรื่องที่มองเห็นได้ชัดมากๆ คือเรื่องการอ่านหนังสือนี่แหละ เราเองชอบ
อ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากที่บ้านมีหนังสือการ์ตูนหลายเรื่อง ที่ชอบที่สุดคงเป็น
โดราเอมอน เห็นแล้วอยากเป็นนักคิด นักวิทยาศาสตร์ จะได้คิดค้นเครื่องมือแปลกๆ
มาใช้งานเองบ้าง แปลกนะพอตอนโต เรื่องเหล่านี้ มันหายไปหมดเลย คงเป็นเพราะ
มาเจอกับชีวิตจริงเข้า เลยรู้ว่ามันแตกต่าง
ที่บ้านเราก็หาเช้ากินค่ำ แต่ที่ประทับใจมาจนทุกวันนี้ก็คือพ่อเลี้ยงของเรานั่นแหละ
เขาเอง ก็ทำงานกว่าจะเลิกก็ปาไปหัวค่ำ แต่เขายังเจียดเวลามาสอนเราอ่านหนังสือบ่อยๆ
โดยเฉพาะหนังสือ ภาษาไทย มานี มานะ เราเองก็ชอบนะ เขาเอาใจใส่เราดี แต่ตอนนี้เขา
ตายไปหลายปีแล้ว ตายอย่าง ทรมานเสียด้วย ช่วงหลังๆ มานี้เราเองไม่ค่อยได้กลับบ้าน
เลยไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกันมากนัก วูบนั้น ที่รู้ว่าเขาจากเราไปแล้ว เราใจหาย เสียใจ เหมือนเรายังตอบแทนบุญคุณและความห่วงใยเขาไม่ หมด ยังค้างคาใจมาถึงทุกวันนี้
แม่เคยเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เรากลับมาจากมหาลัยแล้วมาไหว้เขา พอเรา เดินออกไปเขา
ก็ร้องไห้ เพราะช่วงหลังเราเองไม่ค่อยได้เจอกัน เขาก็คงคิดถึงเราด้วย วันนี้มันคง สาย
เกินไปแล้วที่จะได้ทำอะไรเพื่อเขา แต่เขาจะอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป หลับ
ให้สบาย เถอะนะ “คุณพ่อ”
ได้เวลานับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่กันเสียที วันนี้แม้จะไม่ได้ออกไปไปไหน แต่ก็
ไม่ได้เสียใจอะไร เพราะเป็นช่วงเวลาที่จะได้คิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา เพื่อนำมาปรับปรุง
ตนเองในปี 2008 ตั้งใจว่าปีหน้าจะเป็นปีแห่งการเรียนรู้ของเรา เพื่อทำตามความฝันบางอย่าง
ให้เป็นจริง เท่าที่ดูดวงมาถือว่าปีหน้าเป็นปีแห่งเงินทองเหมาะที่จะลงทุนด้านการแสวงหาความรู้
ทางด้านเทคโนโลยี มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะทำมาตั้งนานแล้วแต่ด้วยความไม่เอาใจใส
่อย่างต่อเนื่อง เลยทำให้ความฝันต้องหลุดลอยไปไกล ที่น่าเสียดายที่สุด คือเวลาที่ไม่
อาจจะย้อนคืนกลับมาได้ ตอนนี้วางแผนและเริ่มทำตามแผนที่วางเอาไว้มาตั้งแต่ช่วงปลายปี
ขอบคุณเพื่อนๆ ญาติพี่น้องทุกคน และพิเศษสำหรับแม่ของเรา ที่เป็นกำลังใจให้เราเสมอมา
ขอให้ทุกท่านประสบกับความสุข คิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนา
ในวันที่เราต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายในชีวิตการทำงาน กลับมีข่าวร้ายเข้ามาตามกระหน่ำ
หลังจากหลานสาวโทรมาบอกว่า อาจารย์วัลลภ อาจารย์สอนสังคมที่โรงเรียนเก่าเราตายเพราะ
กล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลว ใจหายแทบหยุดหายใจ พูดอะไรไม่ออกเลย อาจารย์เป็นที่รักทั้งของ
ลูกศิษย์และผู้คนรอบข้าง ตั้งแต่ที่เรารู้จักท่านมา แทบไม่เคยได้ยินข่าวร้ายที่ทำให้อาจารย์ต้อง
แปดเปื้อนหรือเป็นที่เกลียดชังของผู้อื่นเลย อาจารย์เป็นแรงบันดาลใจให้เราเข้ามาเรียนใน
มหาวิทยาลัย และเลือกสาขาเดียวกับที่อาจารย์สอน แต่ศิษย์อาจารย์คนนี้มันไม่รักดี หนีออกไป
ทำงานอย่างอื่น ไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมา จำได้ว่าครั้งแรกที่ทำให้เราสนิทกับอาจารย์ตั้งแต่
เข้าเรียน ม.1 ที่โรงเรียน เพราะอาจารย์มาสอนวิชาสังคมและดนตรี แม้เราจะไม่กระดิกเรื่อง
ดนตรี แต่เสียงขลุ่ยที่อาจารย์เคยบรรเลงให้เราฟังยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเราอยู่เลย
อาจารย์เป็นคนแรกที่ทำให้เราได้ใช้คอมพิวเตอร์ เรายังเคยร้องเพลงกับอาจารย์เลย เหมือน
มันเพิ่งผ่านไปไม่นาน แม้ว่าหลังจากเรียนจบ เราจะไปเยี่ยมอาจารย์แค่ไม่กี่ครั้ง แต่อาจารย์ก็
ยังคงเป็นห่วงเราอยู่ตลอดเวลา เรายังจำครั้งสุดท้ายที่เจอกับอาจารย์ได้ เราไปเที่ยวกับเพื่อน
ตอนช่วงที่ตกงานช่วงปลายปีที่แล้ว บังเอิญไปเจออาจารย์ที่ร้านขายข้าวมันไก่ อาจารย์ยัง
เลี้ยงข้าวมันไก่เรากับเพื่อน และแนะนำให้เราไปสอบบรรจุครู เราเองนึกไม่ถึงนั่นจะเป็นการ
พบกันครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นหนึ่งปีให้หลัง วันพ่อปีนี้ อาจารย์ก็จากเราไปอีกภพหนึ่ง เหลือไว้
แค่เพียงความทรงจำ แต่อยากจะบอกอีกสักอย่างให้อาจารย์รู้ แม้อาจารย์จะได้ยินหรือไม่ก็ตาม
“ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยเจอหน้าพ่อแท้ๆของตัวเองเลยสักครั้ง ผมโหยหาความรัก
จากพ่อ แต่พ่อผมเขาคงไม่รับรู้อะไร อาจารย์เข้ามาทำให้ความรู้สึกนั้นของผมได้เติมเต็ม
อีกครั้ง ผมรู้สึกอบอุ่นเวลาที่อาจารย์สั่งสอน ดุด่าตักเตือนผมด้วยความหวังดี สนิทสนมเหมือน
เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ผมสัญญาจะทำตามคำสั่งสอนของอาจารย์ สิ่งใดที่ผมได้เคยล่วง
เกินหรือผิดพลั้ง อาจารย์โปรดให้อภัยผมด้วย ถ้าเรายังจะมีวาสนาต่อกัน ขอให้ผมได้เกิดเป็น
ลูกศิษย์ของอาจารย์เรื่อยไป ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผลแห่ง
กรรมดีที่ผมได้ทำมาทั้งหมดทุกชาติภพ ดลบันดาลให้อาจารย์สู่สรวงสวรรค์ สุคติภพ ผมจะจำ
ขื่อของอาจารย์ตลอดไป อาจารย์วัลลภ ศิลปชัย”
ด้วยรัก อาลัยและเคารพเป็นอย่างสูง
จาก ศิษย์รักของอาจารย์คนนี้
ความทรงจำครั้งเก่าก่อน กลับมาบรรจบในหัวสมองอีกครั้ง เมื่อ search Google
แล้วเจอกับข้อความที่เคยโพสต์เอาไว้ใน web เมื่อครั้งที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย ขอทบทวน
ความหลังกันหน่อยเราได้โควตาเข้าเรียนที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อปี
2544 ตอนนั้นตื่นเต้นมากมายที่จะได้มาเป็นนิสิต เมื่อก่อนเคยดูหนังเรื่อง น้ำในใจจริง
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ดาราที่แสดงก็มี หนุ่ม-ศรราม แคทรียา อิงลิช
เต๋า-สมชาย และ นัท-มีเรีย ดูแล้วก็ตั้งใจไว้เลย ว่าเราอยากจะไปเรียนในมหาวิทยาลัย เราย้ายบ้านจากสิงห์บุรีมาอยู่ชลบุรีตั้งแต่ปี 2529แต่ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนหรอก
ส่วนมากเราก็ใช้ชีวิตแบบเด็กบ้านนอก วนเวียนอยู่แถวนั้นแหละ
ตอนเรียน ม.ปลาย
เราเองเบื่อหน่ายกับชีวิต ไม่ได้อยากจะมาสอบ Ent หรอก แต่อาจารย์
พยายามดันสุดขีด พาไปสมัครสอบถึงที่ บอกตามตรงว่า อยู่ชลบุรีมานาน แต่อยู่
แบบเด็กบ้านนอกถ้าให้ขึ้นรถมา ม. เองคงมาไม่ถูก ผลสอบรอบแรกออกมา คะแนน
แย่มากกกกกก โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ได้มา 25 ขอบอกว่า เรามั่วทุกข้อ
หลับหูหลับตาจิ้มอย่างเดียว แถมตอนมาสอบดันลืมเอาดินสอ 2B มาด้วย ก็เลยได้รับความอนุเคราะห์จากเพื่อนนักเรียนสาวสวย จากโรงเรียนไหน
ไม่รู้ เธอหักดินสอเธอมาให้เราครึ่งหนึ่ง ให้เรามาเหลาเอง เราไม่ได้ถามชื่อไว้เสียด้วย แต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำของเรามาจนถึงวันนี้
พอเดือนกุมภาพันธ์ มีจดหมายแจ้งมาบอกที่โรงเรียนบอกว่า เราติดโควตา
คณะศึกษาศาสตร์เราก็ตื่นเต้นสุดๆสิครับ จะได้เป็นนิสิตนักศึกษากับเขาบ้างแล้ว
พอถึงวันรายงานตัว พี่ๆ จากเอกสังคม(วิชาเอกที่เราเรียน) ก็มาคอยดูแลกันอยู่ตลอด
เจอพี่ในเอกคนหนึ่ง น่ารักมาก ก็คิดอยู่ในใจ แหมที่นี่มีสาวน่ารักๆ เยอะจังเลย ตอนหลัง
พี่คนนี้แหละ กลายมาเป็น P’ Take เอกของเราเอง ปลื้มสุดๆ
ติดโควตาเข้ามาเรียนที่ ม. ที่บ้านเราก็ดีใจเหมือนกับเราแหละ ตอนย้ายมาอยู่หอที่
ม. เลยขนของมาซะเพียบ เราอยู่หอ 2 ห้อง 102 ตอนนี้เขาทุบทิ้งไปแล้วครับ นับว่าคิด
ไม่ผิดเหมือนกันที่มาอยู่หอของ ม. เพราะได้รู้จักกับเพื่อนใหม่เยอะแยะ รูมเมทของเรามี 2
คน คนหนึ่งมาจากคณะวิทยาฯอีกคนมาจากวิศวฯ แต่ตอนหลังเพื่อนจากวิศวะเขาออกไป
Ent ใหม่ เลยเหลือกันแค่ 2 คน ยังคิดถึงพวกแกอยู่เลยวะ จ๋อมกับโน๊ต ตอนนี้คงสบายดีนะ
วันแรกที่เปิดเรียน ก็ให้ไปพบกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน เราได้ ดร.สิทธิพร
นิยมศรีสมศักดิ์จากภาควิชาบริหารการศึกษา มาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา วันนั้นเป็นวันที่
เรามาถึงห้องเป็นคนสุดท้ายแถมยังไปนำเสนอตัวแบบบ้าๆบอๆจนเพื่อนๆเลือกให้เป็น
ประธานเอก และแล้วหลังจากนั้น พวกมันก็รู้ว่ามันเลือกคนผิด วันนี้เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน
ยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะเล่า แต่ความขี้เกียจเริ่มครอบงำ
edit @ 3 Feb 2008 19:15:28 by YimPlex